5 วิธีการฝึกให้ตนเองมีไหวพริบมากขึ้น

freedom

freedom

มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า มนุษย์เราสามารถฝึกฝนตนเองเพื่อให้มีสติปัญญาไหวพริบมากขึ้นได้ แต่ก่อนจะไปถึงกระบวนการเหล่านั้น มีนักวิชาการจำนวนมากพบว่า สิ่งที่จะมาก่อนคือ ความมีสติ ซึ่งหากมีสิ่งนี้แล้ว คนผู้นั้นก็จะมีสติปัญญาและไหวพริบตามขึ้นไปด้วย

วันนี้เราเลยอยากแบ่งปันวิธีการดังกล่าว ซึ่งสามารถฝึกฝนได้ในชีวิตประจำวัน เหมาะจะใช้ในการสั่งสอนลูกหลาน แต่ข้อสำคัญคือ ควรต้องหมั่นฝึกฝนตนเองเป็นประจำ

  1. ฝึกนั่งสมาธิก่อนนอนเป็นประจำ มีงานศึกษาหลายชิ้นในโลกตะวันตกที่บ่งชี้ว่า การทำสมาธินำไปสู่สภาวะของจิตใจที่สงบนิ่ง ก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ มีการพบว่าพระภิกษุสงฆ์ในทิเบต หมั่นฝึกฝนการนั่งสมาธิอย่างเคร่งครัด จะมีอย่างอายุค่อนข้างยืน ไม่ค่อยเจ็บป่วย หรือเจ็บป่วยยาก
  2. การอ่านหนังสือก่อนนอน เราจะเห็นในภาพยนตร์ตะวันตกหลายเรื่อง พวกเขามีวัฒนธรรมหรือค่านิยมอย่างหนึ่งคือ พ่อแม่จะต้องมานอนอ่านนิทานหรือหนังสือกล่อมลูกก่อนนอน ตัวเด็กๆเองก็จะเหมือนรู้หน้าที่ ก่อนนอนก็จะเรียกร้องให้พ่อแม่อ่านนิทานหรือหนังสือที่ชอบอะไรก็ได้ให้ฟังก่อนนอน แล้วจึงค่อยหลับไป มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยชี้ว่า นี่เป็นวิธีปลูกฝังความรักการอ่านที่ดีที่สุด แล้วควรเริ่มตั้งแต่ยังเป็นเด็กด้วย
  3. การทานอาหารเช้าที่เหมาะสม อาจจะดูไม่เกี่ยว แต่งานวิจัยจำนวนมากได้ชี้ว่า การรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะในตอนเช้า จะเป็นตัวกระตุ้นระบบการทำงานของสมองได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงระบบเผาผลาญ เส้นประสาท และอื่นๆในร่างกาย ข้อดีของมันประการหนึ่งสำหรับสาวๆทั้งหลายก็คือ การทานอาหารเช้า ช่วยควบคุมน้ำหนัก ไม่ทำให้เป็นโรคอ้วนได้เพราะมันจะกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งการทานอาหารเช้าก็จะช่วยให้ความอยากอาหารของคุณในตอนเที่ยงไม่ได้มากเกินไป ที่สำคัญคือ มันจะทำให้การเผาผลาญไขมันทำได้ดีขึ้น แล้วยังลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลายอย่าง เช่น ไมเกรน โรคกระเพาะ ความดันโลหิต ฯลฯ แต่ที่ตรงประเด็นที่สุด เห็นจะไม่พ้นเรื่องที่ช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้น เพราะมีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงได้เพียงพอ โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนและวัยรุ่น ควรต้องทานอาหารเช้า ซึ่งจะช่วยให้ระบบความจำทำงานได้ดีด้วย
  4. ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เรียกง่ายๆว่าให้เกิดการเผาผลาญไขมันในร่างกายทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น แต่ไม่ควรดึกหรือหลัง 3 ทุ่มไปแล้ว การออกกำลังกายที่พอเหมาะจะช่วยให้การเผาผลาญดี และกระตุ้นเซลล์สมอง หรือสรุปได้ว่า พยายามเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันให้มากๆ

5. เมื่อมีสติจากสมาธิ ระบบการทำงานในร่างกายดีขึ้นจากทั้งหมดว่ามา ข้อสำคัญที่ไม่แพ้กันคือ การพักผ่อนให้เพียงพอและเหมาะสม นอนไม่ดึกเกินไป และตื่นเช้า เวลานอนไม่ควรเกินเที่ยงคืนไปแล้ว เพราะในช่วงเที่ยงคืนถึงตีสอง จะเป็นช่วงที่ระบบการทำงานในร่างกายบางอย่างจะหยุดพัก ถ้าได้นอนพักผ่อนในช่วงนั้นมา ก็เท่ากับร่างกายได้มีโอกาสซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมถึงระบบประสาท สมอง ได้พักผ่อนเพียงพอ ก็จะช่วยให้การทำงานดีขึ้นได้นั่นเอง

วิธีการฝึกเด็กให้มีไหวพริบ การพูดและการคิด

kid

เด็กถือได้ว่าเป็นวัยแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง เพราะในช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สมองนั้นเปิดรับสิ่งต่างๆ เข้ามาอย่างมากมาย เราจะเห็นได้ว่าช่วงเวลาในวัยเด็กเป็นวัยที่ควรให้ความสำคัญและใส่ใจในเรื่องต่างๆ มากที่สุด เพื่อที่ว่าเด็กคนหนึ่งเวลาโตมาแล้วจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างไม่รู้สึกแตกแยก อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องให้เด็กได้เรียนรู้นอกจากเรื่องของความรู้แล้วเรื่องของไหวพริบเกี่ยวกับการคิดและการพูดก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน นี่คือวิธีฝึกเด็กให้มีไหวพริบในการพูดและการคิดเพื่อที่จะทำให้เด็กนั้นได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้อย่างถูกวิธี

  1. รู้จักเรียนรู้ให้ใช้คำพูดและความคิดจากความเป็นจริง – ความจริงคือสิ่งไม่ตายและเมื่อโตไปสักวันหนึ่งเด็กๆ ก็จะต้องเรียนรู้คำพูดหรือความคิดเหล่านี้จากสังคมอยู่ดี ซึ่งมันคงจะดีกว่าถ้าหากสิ่งเหล่านี้พ่อแม่เป็นคนสอนเขาด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสอนให้เขาโตเกินวัยแต่รู้จักสอนให้เป็นไปตามช่วงอายุและวัยที่ควรจะเป็น เช่น เมื่อเด็กๆ เห็นการแสดงในละครพูดคำหยาบคายก็ควรต้องอธิบายให้พวกเขาได้รับรู้ว่าเป็นคำที่ไม่สมควรพูด เป็นต้น เพื่อให้เขาได้คิดด้วยตัวเองว่านี่คือสิ่งที่ไม่ดี
  2. สอนให้เป็นคนช่างสังเกตและจดจำ – เพราะการช่างสังเกตและจดจำจะทำให้เด็กแสดงไหวพริบทางการพูดและการคิดได้เองออกมาโดยอัตโนมัติ หรือถ้าหากว่าเด็กๆ สงสัยอะไรพ่อแม่ก็ควรที่จะต้องอธิบายในสิ่งที่เขาสงสัยให้เกิดความเข้าใจและเกิดความกระจ่างแจ้งมากที่สุด การสังเกตและจดจำบ่อยๆ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าเมื่อเจอเรื่องราวอะไรเขาจะมีประสบการณ์และจะมีไหวพริบที่ดีในการพูดและการคิด
  3. ฝึกให้ทำงานอดิเรกที่เขาสนใจ – การที่เด็กสนใจในเรื่องใดแสดงว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการอยากรู้มากที่สุด การจะสร้างไหวพริบให้กับเขาก็สามารถทำได้จากสิ่งที่เขาชื่นชอบ อาทิ ชอบการต่อจิ๊กซอว์ก็สามารถสอนเขาให้คิดได้ว่าจิ๊กซอว์ภาพนี้ควรจะออกมาในลักษณะไหน และให้เขาลองตอบคำถามเพื่อเป็นไหวพริบในการพูดจาโต้ตอบ
  4. ฝึกให้กระตือรือร้นและมีการตั้งคำถามให้อธิบาย – การสร้างความกระตือรือร้นในด้านต่างๆ ให้กับเด็กจะช่วยให้พวกเขารู้สึกอยากทำกิจกรรมและจะเกิดการเรียนรู้ทั้งการพูดและการคิดมากมาย นอกจากนี้การพยายามสร้างคำถามให้เขาได้รู้จักคิดและใช้ความสามารถในการตอบออกมาถือว่าเป็นการฝึกไหวพริบที่ชาญฉลาดให้กับเด็กๆ อย่างแท้จริง

ทำอย่างไรให้มีไหวพริบให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

aptitude

เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นหากว่าเป็นเรื่องที่เราได้คาดการณ์เอาไว้แล้วก็ถือว่าง่ายในการที่จะแก้ไขปัญหาหรือว่าพยายามสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้เกิดขึ้นกับสถานการณ์ตรงนั้น ทว่าหากเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน หรือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชนิดที่เรียกว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้สมองและความคิดที่รวดเร็วสักเล็กน้อยในการที่จะพยายามหาวิธีในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไหวพริบถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้สามารถเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลองมาดูแนวทางการสร้างไหวพริบของตัวเองเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนว่าควรทำอย่างไรบ้าง

  1. พยายามเป็นคนช่างสงสัยให้มากเข้าไว้ – การเป็นคนขี้สงสัยไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นคนที่วุ่นวาย ดูไม่น่าคบ แต่การเป็นคนที่ขี้สงสัยจะทำให้เรารู้สึกตั้งคำถามในหลายๆ เรื่องที่สนใจและมักจะกลับไปคิดวิเคราะห์เอาเองในภายหลังจนคิดออกว่าถ้าหากเป็นเราเมื่อเจอสถานการณ์ดังกล่าวจะทำอย่างไร ซึ่งเมื่อใช้วิธีการนี้บ่อยๆ แล้วเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างที่ว่านี้กับตัวเองก็จะทำให้สามารถใช้ไหวพริบที่ได้คิดมาก่อนนั้นเป็นตัวตัดสินใจในการกระทำว่าเราควรจะต้องทำอย่างไร
  2. หาความรู้หลายๆ ด้านแม้จะเป็นเรื่องที่ไร้สาระก็ตาม – บางครั้งความไร้สาระที่ใครๆ หลายคนปรามาสมาก็สามารถช่วยคุณจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าเรื่องที่คุณได้ศึกษาหาข้อมูลหรือว่าเรื่องที่สนใจเป็นสิ่งไร้สาระ เพราะความไร้สาระของคนอื่นมันอาจจะเป็นความรู้ที่เอาไว้ใช้แก้ปัญหาบวกกับไหวพริบที่จะเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน
  3. สังเกตสิ่งรอบตัวให้มากๆ – การเป็นคนช่างสังเกตในสิ่งรอบตัวจะสามารถทำให้คุณมีไหวพริบต่อเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัวได้อย่างรวดเร็ว อาทิ เวลานั่งเรือข้ามฟากก็พยายามสังเกตว่ามีห่วงยางหรือชูชีพแขวนเอาไว้ตรงจุดไหนของเรือบ้าง เพราะหากว่าเกิดปัญหาขึ้นมาเราจะได้ใช้ไหวพริบในการไปคว้าอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ เหล่านี้ไว้กับตัวเองได้ก่อน
  4. อย่าคิดว่าตัวเองอยู่เพียงคนเดียวบนโลกใบนี้ – วิธีการคิดแบบนี้ถือว่าเป็นวิธีการคิดที่ขาดซึ่งไหวพริบอย่างรุนแรง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คิดแบบนี้นั่นหมายความว่าคุณกำลังตกอยู่ในโลกที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และเมื่อเป็นแบบนี้หากเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมาตัวคุณเองจะเป็นคนที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้เลยแถมยังอาจจะเจอปัญหานั้นสะสมจนหาทางแก้ไม่ได้ด้วย

เทคนิคการฝึกให้มีไหวพริบเพื่อรู้ทันคนอื่น

aptitude

ด้วยสังคมที่เป็นไปอยู่ในทุกๆ วันนี้การรู้เท่าทันคนอื่นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะไม่น่าเชื่อว่าในสังคมยุคปัจจุบันถึงแม้จะเป็นคนที่สนิทกันหรือแม้กระทั่งเป็นญาติพี่น้องที่ไว้ใจกันได้มากแค่ไหน เราก็มักจะได้ยินหรือได้เห็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการโดนหลอก หรือการโดนโกงกันอยู่บ่อยๆ ถึงขนาดมีคำนิยามที่ว่า “คนไว้ใจที่สุด คือคนที่อันตรายที่สุด” ก็ไม่ปาน เพราะฉะนั้นการมีไหวพริบเพื่อทำให้รู้เท่าทันคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ดีและเป็นเรื่องที่ควรจะต้องฝีกเอาไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นคุณก็อาจจะตกเป็นเบี้ยล่างหรือตกเป็นเหยื่อที่โดนหลอกโดยไม่รู้ตัวก็ได้ มาทำความรู้จักกับเทคนิคการฝึกตัวเองให้มีไหวพริบเพื่อรู้ทันคนอื่นว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
1. พยายามสร้างคำปฏิเสธที่ไม่ทำร้ายจิตใจของผู้ที่ได้ยิน – ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่หากเราเองไม่พร้อมที่จะช่วยเหลือหรือว่ายังไม่พร้อมที่จะรับฟังเรื่องราวเหล่านั้นก็ควรที่จะต้องใช้ไหวพริบในการรีบปฏิเสธเรื่องนั้นๆ ออกไปในทันที โดยการปฏิเสธที่ว่าก็อาจจะไม่ได้ถึงขั้นต้องใช้คำพูดหรือการกระทำที่รุนแรง แต่อาจจะหาวิธีในการใช้ไหวพริบเพื่อเรียบเรียงคำพูดให้ดูสวยหรูหน่อยแต่ก็พอจะทำให้คนที่ได้ฟังยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เราปฏิเสธได้ว่าเราเองก็มีเหตุผลที่ไม่สามารถทำให้ได้เช่นเดียวกัน
2. อย่าตัดสินใจในทันทีแม้จะถูกเร่งเร้าให้เอาคำตอบ – ก่อนพูดคนเป็นนายคำพูดแต่เมื่อพูดแล้วคำพูดจะเป็นนายคน นั่นก็หมายถึงว่าก่อนที่จะตัดสินใจพูดอะไรออกไปก็ควรที่จะพิจารณาหรือไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน โดยถึงแม้ว่าผู้ฟังจะต้องการคำตอบมากเพียงใดแต่ถ้าหากว่าเรายังไม่มั่นใจก็ไม่ควรที่จะรีบตอบตกลงไปในทันที ให้ลองใช้ไหวพริบในการเจรจาต่อรองและขอเวลาในการคิดตัดสินใจดูอีกครั้งหนึ่งก่อนถึงจะสามารถให้คำตอบที่แน่นอนได้
3. พยายามตั้งคำถามให้มากที่สุด – หากเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเราเองก็รู้ทันในสิ่งที่คุณคิดอยู่นะ ก็ให้ลองตั้งคำถามยิงกลับไปสักหน่อยเพื่อต้องการตรวจสอบความมั่นใจและความน่าเชื่อถือของคนเหล่านั้นว่าสิ่งที่ต้องการให้เราตัดสินใจจะส่งผลกระทบอะไรกับตัวเราบ้าง โดยหากเป็นคนที่ยิ่งเร่งเร้าเอาคำตอบเท่าไหร่ ยิ่งต้องตั้งคำถามให้ตรงที่สุด แรงที่สุด เพื่อที่จะดูปฏิกิริยาตอบโต้ว่าจะมีผลอย่างไรตามมา
4. คำที่สวยหรูมักอาบไว้ด้วยยาพิษ – คำพูดของคนที่มักโน้มน้าวจิตใจคนอื่นให้รู้สึกสงสาร หรือว่ารู้สึกคล้อยตาม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดและหากว่าคุณต้องเจอกับคนแบบนี้ให้มีไหวพริบในตัวเองและรู้เอาไว้ก่อนเลยว่าคนแบบนี้อาจจะไม่น่าไว้วางใจสักเท่าไหร่นัก

วิธีการปรับปรุงของอาการขี้หึงที่ไร้เหตุผล ด้วยตัวเราเอง

jealous

 

วัยรุ่นส่วนมากถ้ามีแฟนแล้ว มักจะหึงแฟนตัวเองนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา และพฤติกรรมของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันไป อย่างเช่น หึงแบบไม่ลืมหูลืมตาไม่ฟังเหตุผล รู้สึกจับผิดแฟนตัวเองมากเกินไป ด้วยสาเหคุหลักๆเลย ไม่มั่นใจในเรื่องความรัก เคยถูกกระทำในอดีตมาก่อน ทำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการ หวาดระแวง เรื่องนี้สามารถแก้ได้ โดยวิธีดังแต่ไปนี้

1.ย้อนกับมาดูตัวเอง

พยายามหาเหตุผลว่า เรื่องที่เราหึงนั้น มีเหตุและผลหรือไม่ ถ้าเราหาสาเหตุและไม่ได้เป็นอย่างที่คิด อย่าเพิ่งคิดอะไร หลายคนเมื่อมองตัวเองแล้วผิดจริง มักจะเกิดความระแวงเพิ่มขึ้นมาอีก กลัวว่าแฟนจะเบื่อบ้าง แฟนจะไปมีคนใหม่บ้าง ดังนั้นควรนิ่งแล้ว เริ่มต้นคิดใหม่ทำใหม่ เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป

2.เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง สาเหตุหลักที่ทำให้เราขี้หึงเพราะเรากลัวแฟน ไปเจอคนที่ดีกว่า ทำให้เกิดความหวาดระแวง ดังนั้นมั่นใจเถอะว่าตัวเรามีดีพอที่จะทำให้แฟนไม่ไปมีคนอื่น

3.ให้ลืมอดีตแล้วเริ่มต้นใหม่ หลายคนให้เหตุผลว่า เคยโดนมาแล้ว อย่างโน้นอย่างนี้ ให้จำไว้เลยว่า คนเราไม่เหมือนกัน อย่างตื่นกลัวก่อนที่มันจะเกิด เหตุผลนี้ทำให้เลิกกันหลายรายแล้ว

แค่นี้ก็จะสามารถทำให้ความรักของเราอยู่ไปนานๆ ไม่เกิดการทะเลอะกัน ทั้งหมดล้วนจะมีผลเสียทั้งนั้น ให้เราอยู่ด้วยความเข้าใจกันนั้น ดีที่สุด

Facebook เตรียมเปิดตัว ระบบ Live Audio ปีหน้า

Facebook เตรียมต่อยอด Facebook Live เนื่องจากกระแสผู้ใช้งานนั้นเยอะจนถล่มทลาย ยังก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่สะดวกในการดู Facebook Live อาจจะกระตุกอาจจะช้า ทาง Facebook จึงพัฒนาต่อยอดจึงเกิดมาเป็น Live Audio ซึ่งเป็นระบบเสียงแบบ วิทยุ เพื่อตอบโจทย์ทุกคนทุกกลุ่ม

คาดว่า Live Audio จะเปิดให้ใช้ประมานต้นปี 2017 โดยให้เหตุผลว่า บางคนต้องการที่จะฟังอย่างเดียว ไม่ต้องการเห็นภาพ เรื่องข่าวๆอื่นๆก็ต้องคอยติดตามชมเอานะครับ ขอบอกเลยนะว่าตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน

ถ้ากระแสมาแรงเรา อาจจะเติมเต็มความฝันเป็นดีเจกันได้แบบง่ายๆ ถ้าทำสนุกๆก็น่าสนใจเหมือนกัน

อุ้ย! ทำโทรศัพท์ตกหน้าจอแตก ควรแก้ไขปัญหาอย่างไร

Note-7-screen

หลายคนเคยทำโทรศัพท์มือถือตก หลายคนโชคดีมือถือไม่เป็นอะไรบ้าง แต่คนที่โชคร้ายโทรศัพท์หน้าจอแตกละตั้งทำอย่างไร ในหัวของเราคิดละว่าต้องทำอย่างไร อย่าคิดว่ามันเป็นปัญหาเล็กน้อยนะ เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว เพราะบางเครื่องอาจราคาเป็นหมื่น ถ้าเป็นอย่างงี้แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร วันนี้จะมาแนะนำวิธีแก้ปัญหาให้กับเพื่อนๆกันเลย

ขั้นตอนแรก ถ้าตกให้สำรวจโทรศัพท์ก่อนเลยอันดับแรก ถ้าเกิดหน้าจอแตก เราจะสงสัยว่าประกันสามารถเครมได้หรือป่าวคำตอบก็ คือ ไม่ได้แต่สามารถซ่อมได้ แต่เนื่องจากการที่หน้าจอแตกนั้นเกิดจากอุบัติเหตุซึ่งไม่สามารถเคลมได้ เราต้องเสียค่าเปลี่ยนจอใหม่ ซึ่งราคาจะแตกต่างกันไป

วิธีป้องกันง่ายๆ ให้หาเคสมาใช่โทรศัพท์แต่ควรเป็นเคสยางหรือซีลีโคลน อาจผ่อนหนักเป็นเบาได้ สามารถซับแรงกระแทกได้ แต่ทางที่ดีที่สุด อย่าทำตกเป็นดีที่สุด

ไหวพริบในการควบคุมอารมณ์เมื่อรู้สึกโมโห

Angry

 

ในความเป็นจริงนั้นอารมณ์โมโหหรืออารมณ์โกรธเป็นอารมณ์ที่ไม่มีใครอยากจะพบเจอหรืออยากจะเป็นด้วยกันทั้งนั้น เพราะนั้นถือว่าเป็นอารมณ์ในด้านมืดและเป็นอารมณ์ที่ถือว่าไม่ดีเอาเสียเลยต่อทั้งผู้ที่พบเห็นหรือว่าผู้ที่ต้องอยู่ในอาการแบบนั้นก็ตามที เพราะมันจะตามมาด้วยเรื่องราวหลายสิ่งหลายอย่างที่คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์ของสิ่งที่จะทำเปลี่ยนแปลงไป ข้าวของสามารถเกิดความเสียหายได้ หรือแม้กระทั่งอาจจะทำอะไรโดยที่ยับยั้งชั่งใจเอาไว้ไม่อยู่ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักการควบคุมอารมณ์โมโหนี้เอาไว้ให้จงได้ ลองมาดูไหวพริบในการควบคุมอารมณ์โมโหว่าสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

  1. รีบเดินหนีไปจากจุดที่กำลังทำให้รู้สึกโมโห – หลายคนมักจะเจอสถานการณ์การโมโหเมื่อต้องมาพบเจอหรือสัมผัสอะไรบางอย่างที่ทำให้ตัวเองรู้สึกมีอารมณ์โมโหขึ้นมาในทันที ไหวพริบตรงจุดนี้ที่ง่ายที่สุดก็คือให้รีบออกห่างจากในบริเวณนั้นเพื่อที่ว่าเวลาไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นจะทำให้คุณอารมณ์ดีมากขึ้นและไม่รู้สึกโมโหมากหากว่าต้องพบเจออยู่ตรงหน้า
  2. พยายามรีบหากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อดับอารมณ์ในทันที – อารมณ์โมโหหลายๆ ครั้งเป็นอารมณ์ของคนที่ไม่สามารถจะควบคุมความรู้สึกความนึกคิดอะไรขึ้นมาได้ การใช้ไหวพริบให้กับตัวเองด้วยการเลี่ยงไปทำอย่างอื่นจึงถือว่าเป็นการควบคุมอารมณ์ที่ดีที่สุดวิธีการหนึ่งโดยจะทำให้เราลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปและมีจิตใจที่จดจ่ออยู่กับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังทำอยู่นี้
  3. ให้หยุดสงบนิ่งเอาไว้ก่อนแล้วค่อยๆ คิด – การที่เราแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดออกมาในทันทีอาจจะไม่ส่งผลดีต่อทั้งตัวเองและสิ่งรอบข้างมากนัก ไหวพริบในการแก้ปัญหาที่ดีอีกอย่างก็คือถ้าหากทำอะไรไมได้ก็ให้หยุดนิ่ง ยืนคิด โดยอย่าพึ่งพูดหรือแสดงกิริยาใดๆ ออกมาทั้งสิ้น หรืออาจจะใช้การหลับตาช่วยให้พยายามคิดหรือทำให้หายโมโหลงไปได้เร็วขึ้น
  4. เอาความโมโหมาเป็นเหตุและผล – การใช้ไหวพริบในข้อนี้ถือเป็นการใช้ไหวพริบที่ดูเป็นคนมีความรู้อย่างมาก เพราะการเปลี่ยนจากอารมณ์โมโหในสิ่งที่เราพึ่งเจอมาเป็นเหตุและผลว่าทำไมเราถึงต้องรู้สึกโมโหและไม่พอใจจะช่วยให้คนที่อยู่รอบข้างเข้าใจในตัวเรามากขึ้น อีกทั้งเขายังรู้สึกด้วยว่าเราเป็นคนมีเหตุผลมากกว่าการแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว
  5. นึกถึงสิ่งที่มีความสุขและให้กำลังใจตัวเอง – วิธีนี้เป็นวิธีการใช้ไหวพริบด้วยการนำเอาความสุขมาเป็นที่ตั้ง หากรู้สึกโมโหหรือไม่พอใจก็ให้นึกถึงความสุขของตัวเองที่ชื่นชอบหรือการพูดในใจเพื่อให้กำลังใจตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน

ความรู้สึกนึกคิดในการเอาตัวรอดเมื่อเจอกับสถานะการณ์จริง

Saving oneself

คนเราในแต่ละวันนั้นก็ย่อมที่จะเจอเหตุการณ์มากมายแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้นๆ จะเป็นเรื่องที่รุนแรงหรือว่าเรื่องธรรมดามากน้อยแค่ไหน การมีสติในการที่จะแก้ไขปัญหาหรือเอาตัวรอดจากสถานการณ์นั้นๆ นับได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะหากว่ามีสติหรือความรู้สึกนึกคิดที่ดีแล้วอย่างน้อยที่สุดสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็อาจจะไม่ได้มีอะไรรุนแรงมากก็เป็นได้ ซึ่งความรู้สึกของแต่ละคนในการเจอกับสถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ลองมาดูความรู้สึกนึกคิดที่ควรจะเป็นในการเอาตัวรอดเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์จริงๆ ว่าควรจะต้องทำอะไรบ้าง

  1. พยายามพูดจาแสดงออกในสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด – ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่การพยายามแสดงออกถึงความจริงที่เราเป็นอยู่หรือความเป็นจริงในสิ่งที่เราต้องการถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะการเอาตัวรอดแบบนี้จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้ว่าสิ่งที่เราพูดออกมามันมาจากปากของเราเอง อย่างน้อยๆ ถึงแม้เขาอาจจะไม่เชื่อแต่เราเองก็ได้แสดงความจริงใจออกมาแล้ว เช่น หากมีคนมาขอยืมเงินแล้วเราก็ไม่มีพอจะให้ก็อาจจะบอกไปตรงๆ ว่าเราเองก็ยังไม่ค่อยพอใช้เหมือนกัน มีภาระที่ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนนี้อยู่ด้วย เป็นต้น
  2. ไหลตามน้ำเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์บังคับ – เรื่องบางเรื่องถ้าหากเห็นว่าแสดงความคิดเห็นหรือการกระทำออกไปอาจจะดูเป็นการต่อต้านที่ไม่เกิดประโยชน์ขึ้นก็เป็นได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นวิธีการเดียวที่จะเอาตัวรอดได้ก็คือต้องพยายามเนียนตามน้ำไปก่อนแล้วค่อยมาว่ากันทีหลังว่าสิ่งที่ทำกันนั้นเกิดประโยชน์หรือได้ผลที่แท้จริงมากน้อยแค่ไหน
  3. โน้มน้าวให้เห็นถึงสิ่งที่เรากำลังคิดอยู่ – เรื่องบางเรื่องคุณเองอาจจะไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับสิ่งที่กำลังเป็นไปอยู่ แต่คนอื่นกลับเห็นด้วยคุณเองก็ต้องรู้จักคิดที่จะพูดโน้มน้าวให้คนอื่นหันมาฟังหรือหันมาเข้าใจในความคิดของคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ว่าผลลัพธ์อาจจะไมได้อย่างที่คาดหวังไว้แต่อย่างน้อยก็ต้องมีคนคล้อยตามไปกับคุณบ้าง
  4. แสดงออกในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น – ในบางครั้งการเอาตัวรอจากสถานการณ์บางอย่างการพูดตรง ทำจริงมากเกินไปอาจจะไม่ทำให้คุณสามารถเอาตัวรอดออกมาได้ แต่การกระทำที่ตรงกันข้ามอาจจะทำให้คุณหลุดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายและค่อยย้อนกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่กระทำลงไปในภายหลังได้ หรืออาจจะเรียกว่าการโกหกเพื่อตบตาก็ไม่ผิด